Monday, July 15, 2019

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำ

Image result for แครกเกอร์วัตถุดิบที่ใช้ทำ

Image result for เนยสดเค็ม 1. แครกเกอร์บดละเอียด (ประมาณ 7-8 แผ่น) 70 กรัม 2. เนยสดชนิดเค็ม (พักไว้จนนิ่ม) 1 ช้อนโต๊ะ 3.น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ 4. ครีมชีสแบบไขมันต่ำ 80 กรัม 5. นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ 6. นมสดรสจืด 1 ถ้วย 7. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ 8. บูลเบอรี่กระป๋อง หรือผลไม้อื่นๆ ที่ชอบ (สำหรับแต่งหน้า)


Image result for บลูเบอรี่กระป๋องImage result for นมข้นหวาน

วิธีการทำชีสเค้ก


1.เริ่มกันด้วยการทำ ฐานพาย กันก่อนนะคะ

เริ่มต้นด้วยนำแครกเกอร์ ไปบดให้ละเอียด (ใช้มือบดเองก็ได้นะคะ ไม่ต้องไปใส่เครื่องปั่นอะไรให้ยุ่งยาก) เมื่อแครกเกอร์ละเอียดดีแล้ว ก็นำแครกเกอร์นั้นมาผสมรวมกับเนยจืดที่ละลายไว้แล้ว และคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2.เมื่อคลุกเคล้าเข้ากันดีแล้ว ก็ตักใส่แม่พิมพ์ โดยอัดเนื้อแครกเกอร์ให้แน่น เพียง 1/4 ของแม่พิมพ์เป็นพอ เมื่อเสร็จแล้วก็นำเข้าไปแช่ในช่องแช่แข็งตู้เย็น 3.ในส่วนของ ครีมชีส
นำครีมชีสที่เราผสมกันเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วตักครีมชีสนั้น ใส่แม่พิมพ์ที่มีตัวฐานพายอยู่ตักครีมชีสใส่ไปในปริมาณที่สูงให้เกินครึ่งจากแม่พิมพ์มาเล็กน้อยหรือมากกว่าปริมาณของตัวฐานพายหนึ่งเท่าตัว


4.นำครีมชีส นมข้นหวาน และนมจืด นำมาผสม คลุกเคล้า ค้นให้เข้ากัน จนเป็นเนื้อเดียวกัน 5.นำแม่พิมพ์ฐานพาย ที่เรานำไปแช่ไว้ในตู้เย็นออกมา 6.เมื่อทำการเกลี่ยครีมชีสให้ทั่วแม่พิมพ์แล้ว ก็นำแม่พิมพ์เข้าตู้เย็นในช่องฟิต อีกเช่นเดิม แช่ไว้ประมาณ 1 ชม.
7.เมื่อครีมชีสแข็งตัวแล้ว ก็นำออกมาได้เลยค่ะ และก็นำบลูเบอรี่กระป๋องมาใส่บนครีมชีส โดยให้เหลือขอบของครีมชีสเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม และไม่ทำให้หน้าเยอะจนเกินไปค่ะ






ความเป็นมาของชีสเค้ก


ชีสเค้กเป็นเค้กอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันซึ่งหาซื้อกินง่าย ได้ตามร้านทั่วไป ชีสเค้กได้รับการสร้างเอกลักษณ์พิเศษตามท้องถิ่นที่ทำขึ้นมาใหม่ๆไม่ว่าจะ เป็น French cheesecake, Newyork cheesecake หรืออะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วน

เริ่มต้นมาจากศิลปะโบราณของการทำชีสให้เป็นเค้กของชาวกรีก


Cheesecake


ชาวกรีกโบราณอยู่ได้ด้วยอาหารมื้อประหยัดที่ทำจากข้าว สาลี น้ำมันมะกอก และไวน์ ดังนั้นจึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมพวกเขาถึงคลั่งชีสนักหนา ชาวกรีกให้ชีสกับลูกหลานเหมือนเป็นของกินพิเศษ “ชีสน้อย” (little cheese) เป็นคำพิเศษแสดงความรักใคร่ ชีสชนิดแรกสุดของชาวกรีกคือชีสนมแกะเรียบง่ายซึ่งเก็บไว้ในน้ำเกลือเพื่อ ถนอมไม่ให้ความร้อนรุนแรงในฤดูร้อนทำให้อาหารเสีย ชีสชนิดหนึ่งชื่อ เฟตา (feta) ถูกผลิตมาหลายร้อยปีแล้ว และยังคงเป็นอาหารหลักของคนกรีกในปัจจุบัน แม้ว่าชื่อเฟตาซึ่งมาจากคำในภาษาอิตาลีว่า เฟตตา (fetta) หรือ “ชิ้น” (slice) จะยังไม่มีการใช้จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 ก็ตาม รสชาติจืดๆของเฟตาทำให้มันเป็นชีสที่อเนกประสงค์อย่างยิ่ง ใส่อาหารคาวหรือหวานก็อร่อยทั้งนั้น ใช้ทำชีสเค้กได้ด้วย เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ชาวกรีกทำชีสเค้กไว้กินในโอกาสพิเศษ
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีการทำชีสเค้กให้นักกีฬาระหว่างการแข่งขัน โอลิมปิกครั้งแรกเมื่อปี 776 ก่อนคริสตกาลด้วยซ้ำ โดยสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสำหรับนักกีฬาที่มีชีสเป็นองค์ประกอบ หลัก เค้กแต่งงานในยุคนั้นทำจากชีสเกือบทั้งหมด ส่วนที่อาร์โกส (Argos) ก็มีธรรมเนียมให้เจ้าสาวนำชีสเค้กน้ำผึ้งชิ้นเล็กมาให้เพื่อนๆ ของเจ้าบ่าวกิน จากนั้นชาวโรมันรับช่วงอาหารกรีกชนิดนี้ไปอย่างรวดเร็ว มีการระบุชีสเค้กครั้งแรกใน De agri cultura (“ว่าด้วยเกษตรกรรม”) ของคาโตผู้อาวุโส (Cato the Elder) เมื่อราวปี 160 ก่อนคริสตกาล ผู้เขียนบรรยายการทำเค้ก (libum) วิธีทำใกล้เคียงกับชีสเค้กในปัจจุบันอย่างยิ่ง ดังนั้นคราวต่อไปหากคุณกินชีสเค้กสักชิ้น (fetta) ก็ขอให้คุณรู้ว่ามนุษย์เรากินอาหารชนิดนี้กันมานานแล้ว




Thursday, June 13, 2019

การทำชีสพายหญ้าหวาน ลดแคลลอรี่


ชีสพายหญ้าหวาน



เบเกอรี่ในร้านกาแฟในปัจจุบันคณะผู้จัดทำจึงได้เลือก
ชีสเค้กมาเป็นตัวทดลองในโครงงานนี้และได้เปลี่ยนจากน้ำตาลทั่วไปให้เป็นสารสกัดจากหญ้าหวานซึ่งสารที่สกัดมาจากหญ้าหวานนั้นมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทั่วไปถึง10-15เท่าแต่ไม่มีพลังงานที่ส่งผลต่อร่างกายที่เหมือนกับน้ำตาลทั่วไปจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แถมยังช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือดลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงได้ นอกจากนี้น้ำตาลสกัดจากหญ้าหวานยังไม่ทำให้ฟันผุ ทั้งมีความทนทานต่อกรดและความร้อนเมื่อใช้ผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่ต้องผ่านความร้อนสูงจึงไม่กลายเป็นสีน้ำตาลทำให้สารสกัดจากหญ้าหวานถูกนำไปใช้ในการผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดเช่น เบเกอรี่ ลูกอม

ทางคณะผู้จัดทำได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับขนมชีสพายและได้พบปัญหามากมายอาทิเช่น บุคคลบางกลุ่มไม่สามารถที่จะรับประทานชีสพายได้อันเนื่องมาจากชีสพายเป็นขนมที่มีรสชาติหวานและมันซึ่งสำหรับบุคคลที่เป็นโรคต่างๆเช่น เบาหวานควานดันไขมันในเลือดสูง ทางการแพทย์จึงได้สั่งห้ามรับประทานและสำหรับบุคคลกลุ่มที่ต้องการจะลดน้ำหนักก็ไม่สามารถรับประทานได้เช่นกันซึ่งบลูเบอรี่ชีสพาย 1 ชิ้นก็ให้พลังงาน 580 กิโลแคลอรี่ ขนมหวานอร่อยๆ อย่างนี้ ให้เลิกคงยาก กลุ่มของผู้จัดทำจึงจัดทำโครงงานนนี้ขึ้นมาเพื่อลดปริมาณแคลเลอรี่ในชีสพาย




วัตถุดิบที่ใช้ทำ


1.แครกเกอร์บดละเอียด (ประมาณ 7-8 แผ่น) 70 กรัม
2.เนยสดชนิดเค็ม (พักไว้จนนิ่ม) ช้อนโต๊ะ
3.น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
4.ครีมชีสแบบไขมันต่ำ 80 กรัม
5.นมข้นหวาน ช้อนโต๊ะ
6.นมสดรสจืด ถ้วย
7.น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
8.บูลเบอรี่กระป๋อง หรือผลไม้อื่นๆ ที่ชอบ (สำหรับแต่งหน้า)











วิธีการทำชีสพาย


1.เริ่มกันด้วยการทำ ฐานพาย กันก่อนนะคะ เริ่มต้นด้วยนำแครกเกอร์ ไปบดให้ละเอียด (ใช้มือบดเองก็ได้นะคะ ไม่ต้องไปใส่เครื่องปั่นอะไรให้ยุ่งยาก) 
2.เมื่อแครกเกอร์ละเอียดดีแล้ว ก็นำแครกเกอร์นั้นมาผสมรวมกับเนยจืดที่ละลายไว้แล้ว และคลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อคลุกเคล้าเข้ากันดีแล้ว ก็ตักใส่พิมพ์ โดยอัดเนื้อแครกเกอร์ให้แน่น เพียง 1/4 ของแม่พิมพ์เป็นพอ เมื่อเสร็จแล้วก็นำเข้าไปแช่ในช่องแช่แข็งตู้เย็น
 3.ในส่วนของ ครีมชีส กันค่ะ นำครีมชีส นมข้นหวาน และนมจืด นำมาผสม คลุกเคล้า ค้นให้เข้ากัน จนเป็นเนื้อเดียวกัน นำแม่พิมพ์ฐานพาย ที่เรานำไปแช่ไว้ในตู้เย็นออกมา และนำ ครีมชีส ที่เราผสมกันเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วตักครีมชีสนั้นใส่แม่พิมพ์ที่มีตัวฐานพายอยู่ ตักครีมชีสใส่ไปในปริมาณที่สูงให้เกินครึ่งจากแม่พิมพ์มาเล็กน้อย หรือมากกว่าปริมาณของตัวฐานพาย หนึ่งเท่าตัว 
4.เมื่อทำการเกลี่ยครีมชีสให้ทั่วแม่พิมพ์แล้ว ก็นำแม่พิมพ์เข้าตู้เย็นในช่องฟิต อีกเช่นเดิม แช่ไว้ประมาณ    1 ชม. เมื่อครีสชีสแข็งตัวแล้ว ก็นำออกมาได้เลยค่ะ
5. จากนั้นนำบลูเบอรี่กระป๋องมาใส่บนครีมชีส โดยให้เหลือขอบของครีมชีสหรือเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม และไม่ทำให้หน้าเยอะจนเกินไปค่ะ


คลิปในการทำ

















อกสารอ้างอิง

https://th.readme.me/p/15084

https://food.mthai.com/dessert/42175.html

https://mgronline.com/travel/detail/9590000002527





วัตถุดิบที่ใช้ในการทำ

วัตถุดิบที่ใช้ทำ 1. แครกเกอร์บดละเอียด (ประมาณ 7-8 แผ่น) 70 กรัม 2. เนยสดชนิดเค็ม (พักไว้จนนิ่ม) 1 ช้อนโต๊ะ 3.น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต...